การเทคอนกรีต

การนำคอนกรีตจากเครื่องมือลำเลียงไปเทให้ใกล้จุดที่ต้องการจะเทมากที่สุดในแบบหล่อโดยต้องทำอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ มีข้อควรปฏิบัติในการเทคอนกรีตดังนี้

(1) เทคอนกรีตให้เคลื่อนที่ลงในแนวดิ่งให้ใกล้จุดที่ต้องการมากที่สุดในแบบหล่อและหลีกเลี่ยงการทำให้คอนกรีตเคลื่อนที่ในแนวราบ เพื่อป้องกันการแยกตัวของคอนกรีต


(2) ระยะตกอิสระของคอนกรีต ไม่ควรเกิน 1.5 เมตร เพื่อให้เทคอนกรีตได้ถูกตำแหน่งที่ต้องการ และลดการแยกตัวของคอนกรีต


(3) ควรเทคอนกรีตเป็นชั้น ๆ อย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรเทเป็นกองสูง ความหนาของการเทแต่ละชั้นไม่ควรหนาเกินชั้นละ 45 เซนติเมตรและเทชั้นต่อไปในขณะที่ชั้นล่างยังไม่แข็งตัวเพื่อให้คอนกรีตทุกชั้นเชื่อมต่อเป็นเนื้อเดียวกัน

 

การเทคอนกรีตและการเขย่าคอนกรีต

การทำให้คอนกรีตแทรกตัวเข้าไปในแบบหล่อได้ทั่วถึงและแน่น ต้องใช้เครื่องเขย่าคอนกรีต ข้อควรระวังในการใช้งานของเครื่อง จะต้องไม่เขย่าไปถูกเหล็กที่เสริมในคอนกรีต และ
อัตราการเขย่าต้องพอดีไม่สั่นมากเกินไป จนทำให้น้ำปูนลอยตัวที่ผิวหน้าคอนกรีต

การเทคอนกรีตต่อจากรอยต่อที่หยุดงานไว้ ควรทำรอยต่อให้ถูกต้องตามหลักวิชาการเช่นตำแหน่งที่หยุดเทคอนกรีตในคาน ต้องอยู่ในตำแหน่งที่มีแรงเฉือนต่ำสุดคือบริเวณกึ่งกลางคาน และต้องหยุดเป็นแนวตั้งฉากกับแนวคานใน และก่อนเทคอนกรีตต่อเนื่องจะต้องทำผิวหน้าคอนกรีตเดิมให้หยาบ สะอาด และควรทาด้วยน้ำยาเชื่อมประสาน (Bonding Agent) หรือน้ำปูนข้น เพื่อให้คอนกรีตที่เทไว้ก่อนและคอนกรีตใหม่ต่อกันสนิทและแน่นหนา

การบ่มคอนกรีต
การรักษาระดับปริมาณความชื้นและอุณหภูมิของคอนกรีตหลังการเท โดยเฉพาะในช่วงอายุเริ่มต้นของคอนกรีตให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม เพื่อลดการแตกร้าวของคอนกรีต และทำ
ให้คอนกรีตมีกำลังและความคงทนสูง การบ่มคอนกรีตทำได้หลายวิธีดังนี้


(1) การฉีดหรือพรมน้ำ นำไปใช้ในงานโครงสร้างทั้งที่อยู่ในแนวราบและแนวดิ่งเช่น แผ่นพื้น ผนังและกำแพง


(2) การขังน้ำ นำ ไปใช้ในงานโครงสร้างที่อยู่ในแนวราบเช่น พื้นอาคารทางน้ำไหล พื้นสะพาน พื้นถนนและพื้นสนาม


(3) การใช้วัสดุเปียกชื้นคลุม นำไปใช้ในงานโครงสร้างทั้งที่อยู่ในแนวราบและแนวดิ่ง เช่น พื้นอาคาร พื้นถนน ผนังและกำแพง

(4) การใช้กระดาษกันน้ำซึมคลุม นำไปใช้ในงานบ่มคอนกรีตพื้นราบ


(5) การใช้ผ้าพลาสติกคลุมการระเหยของน้ำ เป็นไปตามข้อกำหนดของ ASTM C171 นำไปใช้ได้กับงานทุกโครงสร้าง เช่น รางน้ำ พื้นหลังคา พื้นถนนและขอบทาง


(6) การใช้น้ำยาบ่มคอนกรีต ตามข้อกำหนดของ ASTM C 309 นำไปใช้ในงานโครงสร้างพิเศษต่างๆ ที่ต้องการใช้งานเร็ว เช่น พื้นสนามบิน หลังคาที่มีพื้นที่มาก เป็นต้น


(7) การบ่มโดยใช้แบบหล่อโดยฉีดน้ำให้ชุ่ม นำไปใช้ในงานโครงสร้าง เช่น ฐานราก เสา คาน ผนัง กำแพง เป็นต้น

 

การฉีดน้ำบ่มคอนกรีต การขังน้ำบ่มคอนกรีต

การใช้วัสดุเปียกชื้นคลุม การใช้ผ้าพลาสติกคลุมการระเหยของน้ำ

การใช้น้ำยาบ่มคอนกรีต น้ำยาบ่มคอนกรีต

 

ระยะเวลาการบ่มคอนกรีต ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น ชนิดของปูนซีเมนต์ ชนิดและปริมาณของสารผสมเพิ่มในคอนกรีต สัดส่วนผสมคอนกรีต กำลังและความคงทนของคอนกรีตที่ต้องการ ขนาดและรูปร่างโครงสร้าง อุณหภูมิที่ใช้บ่ม และความชื้นในขณะบ่ม ตารางที่ 1.7 การกำหนดระยะเวลาโดยประมาณการบ่มคอนกรีตของปูนซีเมนต์ประเภทต่างๆ

ลักษณะงาน ปูนซีเมนต์ที่ใช้ในคอนกรีต
ปูนซีเมนต์ผสม

ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์
ประเภทที่ 1

ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์
ประเภทที่ 3

เสา คาน กำแพง 7 วัน 7 วัน 4 วัน
พื้น ถนนในบริเวณบ้าน 8 วัน 8 วัน 4 วัน
ถนนชั้น 1 ลานวิ่งเครื่องบิน - 14 วัน 7 วัน
เสาเข็ม 21 วัน 14 วัน 7 วัน
แผ่นพื้นบางๆ 14 วัน 14 วัน 7 วัน