การวัดความกว้างของรอยแตกคอนกรีต

“รอยแตกร้าวบนกำแพงคอนกรีตลดความงดงามทางสถาปัตยกรรมของอาคารไปและยังเป็นสาเหตุให้เกิดการรั่วซึมของน้ำฝนหรือน้ำใต้ดิน ยิ่งไปกว่านั้นรอยแตกยังเป็นสัญญาณบอกเหตุการวิบัติซึ่งอาจเกิดตามมาดังนั้นเมื่อเกิดรอยแตกควรจะทำการตรวจสอบ”

การตรวจสอบรอยร้าวนั้น ควรจะเก็บข้อมูล
ต่อไปนี้ประกอบด้วย
-ตำแหน่งของรอยร้าวในโครงสร้าง
-รูปแบบรอยแตก (แนวราบ, แนวดิ่ง, แนวเฉียงทแยงมุม, กระจายทั่ว)
-ความยาว
-ความกว้าง (ลึกถึงผิวสีทา, ถึงผิวปูนฉาบ,ทะลุทั้งกำแพง)
-อายุ
-รอยร้าวยังไม่หยุดหรือเคลื่อนตัว (Active, moving)หรือรอยร้าวหยุด (Dormant)ของรอยแตกคอนกรีตTechnical ServiceKnowledge Management

ด้วยข้อมูลเหล่านี้ ผู้ตรวจสอบสามารถประเมินสาเหตุของการแตกร้าว ระดับอันตรายของรอยแตก และวิธีการซ่อมแซมที่เหมาะสม (ถ้าจำเป็นต้องซ่อม) ตำแหน่งและรูปแบบของรอยแตกเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการวิเคราะห์สาเหตุการแตกร้าว

การวัดความกว้างของรอยแตก
ผู้ตรวจสอบอาคารส่วนใหญ่ใช้บรรทัดเปรียบเทียบ (Crack Comparator)ในการวัดความกว้างรอยแตกแต่บางท่านใช้วัดขยายวัดรอยแตก (Graduated magnifyingdevice)เครื่องมืออีกอย่างได้แก่กล้องวัดขยายรอยแตกซึ่งเครื่องมือทั้งสองแสดงดังภาพ 1 และ 2

ความกว้างของรอยแตกเท่าไรจึงจะน่าเป็นกังวล ?
รอยแตกกว้างเกินไปหรือไม่นั้นขึ้นกับประเภทของอาคาร สภาพภูมิอากาศ การเสริมเหล็กและประเภทของรอยแตก และที่สำคัญขึ้นกับความพึงพอใจอาทิเช่น เจ้าของคฤหาสน์หรู 100 ล้านถ้าพบรอยแตกในบ้านขนาด 0.3 mm.ก็คงยอมรับไม่ได้ แต่เจ้าของบ้านเก่าอายุ 20 ปี อาจไม่ติดใจกับรอยแตกที่พบในฐานรากที่น้อยกว่า 3 mm.หากว่าตามมาตรฐานของสมาคมซิเมนต์ปอร์ด-แลนด์ (Portland Cement Association (PCA))รอยแตกขนาด0.25 ถึง 0.38 mm. ไม่ส่งผลต่อความสวยงามของผิวคอน-กรีตหรือรบกวทัศนียภาพของผู้มองเห็น รอยแตกที่เล็กกว่า 0.1 mm. ถือว่าเป็นรอยแตกที่กันน้ำซึมได้ดังนั้นแล้วหลักการประเมินความกว้างรอยแตกควรเป็นอย่างไร ตาราง 1 แสดงความกว้างรอยแตกที่ออกแบบสำหรับงานคอนกรีตเสริมเหล็ก เมื่อพิจารณาจากเกณฑ์ในตาราง 1 การประเมินและแยกประเภทรอยแตกเป็นดังตาราง 2